EP.1 : ประสบการณ์เข้าร่วมโครงการ Work and Travel in USA 2013

The Beginning…จุดเริ่มต้นในการเข้าร่วมโครงการและก้าวที่หนึ่ง

สวัสดีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่เข้ามาอ่านรีวิวของเรานะคะ ขอแนะนำตัวเองนิดนึงเผื่อใครเพิ่งเข้ามาอ่านครั้งแรก พี่ชื่อ “ตาล” นะคะ ^^ (ขออนุญาตเรียกแทนตัวเองว่าพี่ละกันเนอะ) วันนี้จะมาเขียนรีวิวประสบการณ์ในการเข้าร่วมโครงการ Work and Travel in USA ของตัวเองให้น้องๆ นักศึกษา (และผู้ปกครอง) ที่กำลังหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจหรือเข้ามาอ่านข้อมูลงานที่เรากำลังจะพูดถึงกันอยู่นี่เอง

รีวิวนี้เป็นตอนแรกของมหากาพย์ซีรีย์ (อะไรจะยิ่งใหญ่ขนาดนั้น) ประสบการณ์ในการเข้าร่วมโครงการ Work and Travel in USA ของพี่ตาลนั่นเอง ถามว่าพี่มีประสบการณ์มากมายขนาดนั้นเลยหรอคะที่จะมาแชร์ จริงๆ ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก 555 แต่ด้วยความที่อิฉันเป็นคนเก็บ Details ในชีวิตเยอะ ก็เลยคาดว่าบล็อกมันต้องยาวแน่ๆ เลย ถ้างั้นตั้งเป็นหัวข้อหลักอีกหัวข้อหนึ่งขึ้นมาในบล็อกเลยละกัน จะได้สะดวกสำหรับน้องๆ ที่เข้ามาตามอ่าน

พี่มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการ Work and Travel in USA ทั้งหมด 2 ครั้ง คือ ตอนกำลังขึ้นชั้นปี 3 ในปี 2013 และ ตอนเรียนจบชั้นปี 4 ในปี 2014 (ก่อนรับปริญญา) และนั่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งว่าทำไมถึงตั้งขึ้นมาเป็นซีรีย์ เพราะมันยาวนั่นเอง 555


จุดเริ่มต้นของความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้าร่วมโครงการเกิดจากเรื่องเล่าต่างๆ ของเพื่อนๆ ที่ได้ไปเข้าร่วมโครงการมาในปีที่ผ่านมาซึ่งมาถ่ายทอดให้ฟังถึงความลำบากยากแค้นต่างๆ นานาที่ได้เผชิญมา พอฟังแล้วก็แบบ เหยยยยย! ฉันอยากไปลำบากแบบเพื่อนบ้าง ทำไงดีน้าาา (มันมีคนคิดแบบนี้จริงหรอ 555) เลยเริ่มศึกษาหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ทั้งไปสัมภาษณ์เพื่อนที่เคยไป ไปหาอ่านข้อมูลในอินเตอร์เน็ตนู่นนี่นั่น เลยได้เป้าหมายอันดับ 1 ของเราคือ แต่นแต๊นนนน~ โครงการ Disney International Program ของ Walt Disney World นั่นเอง

ตอนค้นพบโครงการนี้ครั้งแรกบอกเลยว่าโคตรตื่นเต้น มันคือโอกาสให้เราได้เข้าไปทำงานใน Disneyland เลยนะเว้ย! แถมยังเป็น Disney World ซึ่งเป็นสวนสนุกของดิสนีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย โอ้ย! อยากไปปปปป~ เลยจัดการลากเพื่อนไปร่วมชะตากรรมหนึ่งคน ไปลงทะเบียนเพื่อเข้าฟัง Road Show กับตัวแทนในประเทศไทย

พอเข้าไปฟังยิ่งเพิ่มความอยากไปเข้าไปอีกทุกค๊นนนนน~ ทุกอย่างมันดูแบบ…สิ่งนี้มันเกิดมาเพื่อฉัน 555 แต่ๆๆๆ ต้องบอกว่าโครงการนี้ใช้ทักษะภาษาอังกฤษขั้น Advanced นิดนึง คือต้องพูดคล่องแล้วอ่ะ เพราะเราต้องไปทำงานกับบริษัทระดับโลกซึ่งถ้าใครเคยไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์มาก่อนจะรู้ว่าสต๊าฟทุกคนในสวนสนุกตั้งแต่แม่บ้านยันตัวละครต่างๆ มีความโลกสวยสดใสตลอด ต้องยิ้มทักทายลูกค้าแบบเฟรนลี่สุดๆ โดยเฉพาะเวลาคุยกับเด็กๆ ที่มาเที่ยว ต้องมีความแบบอ้อล้อนิดนึง Hi Beautiful! It is such a wonderful day. How are you today? พร้อมฉีกยิ้มถึงใบหูและทำตาแบ๊วๆ (อันนี้เว่อร์ไปนิดนึง 555)

หลังจากฟังพี่เขาอธิบายจบก็มีรุ่นพี่ที่เคยไปดิสนีย์มาแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง แล้วก็มีการตรวจเอกสารเบื้องต้นสำหรับคนที่สนใจจะเข้าสัมภาษณ์รอบที่ 1 แล้วก็แจกเอกสารอะไรสักอย่างให้ถือมาวันสัมภาษณ์

และแล้ววันที่สัมภาษณ์ก็มาถึง ที่จำได้คือคนเยอะมว๊ากกกกก พี่น่าจะได้คิวประมาณ 70 กว่าๆ แต่คนสัมภาษณ์มีหลายคนนะ รอบนี้เป็นด่านกำจัดจุดอ่อน คือ เป็นการทดสอบระดับภาษาอังกฤษ สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่คนไทยแต่เป็นภาษาอังกฤษ ตอนนั้นถามว่าภาษาเราดีเลิศไหม บอกเลยว่าแม้จะเรียนอักษรศาสตร์ ปี 2 แต่ภาษาอังกฤษยังคงอยู่ในระดับมัธยม 555 คือไม่ได้เรียนเอกภาษาอังกฤษไง ภาษาก็ไม่ค่อยได้ใช้กะฝรั่ง แต่คนเราอย่าย่อท้อ! มาถึงขนาดนี้แล้ว

พอถึงคิวเดินเข้าห้องสัมภาษณ์ ตื่นเต้นแบบมือสั่นเลย นั่งลงแล้วก็สวัสดีคนสัมภาษณ์ เขาก็เริ่มบรรเลงภาษาอังกฤษเป็นบทสนทนาทักทายตามมารยาท มาถึงตอนนี้ก็ยังตอบได้นะแต่มือยังสั่นอยู่ พอเริ่มไปสักพักเขาถามคำถามไม่ได้ยากนะแต่จำไม่ได้ว่าถามว่าอะไร อันตัวเรานั้นมีความตื่นเต้นอยู่แล้วผสมรวมกับศัพท์ในหัวที่มีอยู่น้อยนิด จึงยกมือขึ้นมากุมขมับอยู่ตรงโต๊ะสัมภาษณ์ อารมณ์แบบ จนในคำตอบแล้วค่ะ ซึ่งไม่ควรทำแบบนี้นะคะน้องๆ อย่าทำตามนะ มันเป็นโมเม้นท์ที่จำมาจนถึงทุกวันนี้เลย

Tips: หากน้องๆ ไปสัมภาษณ์งานหรือสัมภาษณ์วีซ่าที่เป็นภาษาอังกฤษแล้วเจอ 2 ปัญหานี้ พี่ตาลขอแนะนำแบบนี้นะคะ

ปัญหาที่ 1 : ไม่เข้าใจคำถาม ให้บอกคนสัมภาษณ์ว่า “I’m sorry. I can’t hear the question clearly. Could you please repeat the question again?” ถ้ารอบสองแล้วยังไม่เข้าใจอีก บอกไปเลยไม่ต้องอายว่า “I’m sorry. I cannot understand your question” พร้อมยิ้มหวานๆ 1 ที ถ้าเขาเอ็นดูหรืออยากรู้คำตอบจริงๆ เขาอาจจะเปลี่ยนไปใช้ศัพท์ที่ง่ายขึ้น หรือถ้าคำถามนั้นไม่ได้สำคัญ เขาอาจจะเปลี่ยนเรื่องไปเลยก็ได้

ปัญหาที่ 2 : นึกศัพท์ไม่ออก ให้พยายามใช้ศัพท์คำอื่นที่มีในหัวง่ายๆ อธิบายแทน เช่น พี่ตาลนึกศัพย์คำว่า “กล้วย” ภาษาอังกฤษไม่ออก พี่ตาลก็จะบอกว่า “yellow fruit that monkey like” นาทีนั้นไม่ต้องถูกหลักไวยกรณ์ก็ได้ แต่เขาฟังแล้ว อ๋อ ก็โอเคแล้ว เอาตัวรอดก่อน 555

หลักจากนั่งกุมขมับอยู่พักนึง เจ้าหน้าที่เขาคงรู้ละว่าอีนี่ภาษาอังกฤษไม่ได้แน่นอน เลยตัดบทจบอย่างสุภาพด้วยการขอบคุณที่เข้ามาสัมภาษณ์ และอวยพรขอให้โชคดี เราก็เดินคอตกออกมาจากห้องสัมภาษณ์และรู้ผลโดยไม่ต้องรอประกาศ 555 เพื่อนก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน ออกมาเจอหน้ากันก็หัวเราะแห้งใส่กันแล้วก็ตัดใจไปกินข้าวก่อนแยกย้ายกลับบ้าน หลังจากนั้นก็มีการประกาศผลและก็เป็นไปตามคาด…ไม่มีรายชื่อสัมภาษณ์ในรอบถัดไป ซึ่งเป็นรอบที่สัมภาษณ์จริงกับเจ้าหน้าที่ของดิสนีย์ เศร้าเลย

หลังจากรู้ผลสัมภาษณ์ดิสนีย์ก็ครวญครางอยู่พักนึงแต่ก็ยังหาลู่ทางอื่นๆ เพื่อจะไปอเมริกาต่อ เลยกลับมาซบอกโครงการ Work and Travel ปกติของเราเหมือนเดิม ใครอยากรู้ว่าชีวิตการผจญภัยของพี่เป็นยังไงต่อ ครั้งหน้าเราจะมาคุยกันถึงเรื่องการสัมภาษณ์ (ครั้งที่ 1) ของพี่กันค่ะ ติดตามได้บล็อกหน้าเลย วันนี้ไปแล้วจ้า ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบนะคะ 🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: